สหรัฐอเมริกาประเทศมหาอำนาจสู่หายนะโควิด-19 [ผลกระทบโควิดทั่วโลก]
  Posted on 1 week ago
18

มาต่อกันเลยครับ....

วันนี้แอดมีข่าวสารภาพรวมเกี่ยวกับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา เผื่อหลายๆคนจะได้นำไปประกอบการตัดสินใจในการลงทุน "สหรัฐอเมริกาประเทศมหาอำนาจสู่หายนะโควิด-19"

...............................................................................................................................

สหรัฐอเมริกาประเทศมหาอำนาจสู่หายนะโควิด-19

 [ผลกระทบโควิดทั่วโลก]

ไม่พูดถึงไม่ได้เลยเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ที่กำลังระบาดหนักไปทั่วโลกขณะนี้ ทำเอาหลายประเทศต้องรับมือกับวิกฤติการสูญเสียครั้งใหญ่ เพราะนอกจากไวรัสมรณะจะคร่าชีวิตผู้คนนับแสนแล้ว ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองโลกอีกด้วย

แน่นอนว่า สหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในขณะนี้ ด้วยยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่นำโด่งมาเป็นอันดับที่ 1 ของโลก และยังมีแนวโน้มว่าจะทะยานเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง ตามที่ก่อนหน้านี้ “มาร์กาเร็ต ฮาร์ริส” โฆษกองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้พยากรณ์ไว้ล่วงหน้าว่า สหรัฐอเมริกาจะกลายมาเป็นศูนย์กลางการแพร่กระจายของโควิด-19 อย่างแน่นอน ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นจริงๆครับ

       ประกาศภาวะฉุกเฉินก่อนใคร ถึงกระนั้นก็ยังเอาไม่อยู่ หลังจากสถานการณ์การระบาดเริ่มรุนแรงขึ้น ด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในสหรัฐอเมริกา เรียกว่าแทบจะก่อนประเทศอื่นๆ แต่ก็ยังมีคำถามออกมาว่า ทำไมถึงยังควบคุมสถานการณ์ไว้ไม่ได้? นั่นคงอาจเป็นเพราะอำนาจ ผลประโยชน์ นักการเมือง และที่สำคัญคือ รากฐานของความคิดแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย เพราะประชาชนชาวอเมริกันส่วนใหญ่อยู่บนพื้นฐานความคิดที่เป็นเสรี ซึ่งต้องยอมรับอย่างเลี่ยงไม่ได้ว่า ในช่วงแรกพวกเขาต่อต้านการสวมหน้ากากอนามัย ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสชั้นดีในขั้นต้น ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งแซงหน้าหลายประเทศจนขึ้นมาเป็นอันดับ 1 โดยเฉพาะที่มหานครนิวยอร์ก ที่ตอนนี้กลายเป็นศูนย์กลางติดต่อแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปแล้ว ซ้ำร้ายระบบเศรษฐกิจยังล้มไม่เป็นท่า คนจำนวนมากตกงาน หลายธุรกิจต้องประกาศปิดตัวเพราะทนพิษโควิด-19 ไม่ไหว

ทรัมป์ ปะทะ เฟาซี เป็น 2 ตัวละครหลักในการชี้ชะตาสหรัฐฯ ความสัมพันธ์ระหว่าง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายแพทย์แอนโทนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐฯ ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะเหมือนละครคู่เอก ที่มีไม้เบื่อไม้เมาออกมาให้จับตาอยู่ตลอด ในขณะเดียวกันทั้งคู่ก็เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของชาวอเมริกันในตอนนี้ คนหนึ่งถูกมองเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องว่าประวัติดี อีกคนเป็นประธานาธิบดีเจ้าวาทกรรม บ้างก็มองว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่เสมือนฮีโร่กับวายร้าย ขึ้นอยู่กับว่าจะมองจากฝั่งไหน เพราะไม่ว่า นพ.เฟาซี จะออกมาพูดอะไร ดูเหมือนทรัมป์จะเห็นต่างไปเกือบทุกอย่าง แม้กระทั่งการบอกให้ประชาชนพยายามหาหน้ากากอนามัยมาสวม และเรียกร้องให้ผู้ว่าการรัฐและนายกเทศมนตรีใช้มาตรการที่ ‘แข็งกร้าวที่สุดเท่าที่จะทำได้’ แต่คนสนิทของทรัมป์กลับออกมาบอกว่า เฟาซีคือ คุณหมอผิดตลอด (Dr.Wrong) ดูเหมือนว่า ยิ่งโดนป้ายสีมากเท่าไร เฟาซีก็ยิ่งได้รับความเห็นใจ บวกกับตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น กลับเป็นตัวช่วยยืนยันว่าคำพูดของคุณหมอถูกมากเท่านั้น ทำให้ในช่วงการระบาดของโควิด-19 เขาได้กลายเป็นผู้นำการรับมือสถานการณ์ระบาดของโรคอย่างเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกัน ชาวอเมริกันจำนวนมากก็ต่างยกย่อง นพ.เฟาซี ว่าเป็น ‘วีรบุรุษ’ ผู้มาพร้อมข้อเท็จจริง ที่จะงัดข้อกับผู้นำจอมวาทกรรม กล่าวได้ว่า ตอนนี้ทั้งคู่มีชีวิตของประชาชนชาวอเมริกันเป็นเดิมพั เมื่อคำทำนายของ เฟาซี กลายเป็นจริง

สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เดินทางมาถึงจุดที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่าเข้าขั้นวิกฤติ หลังยอดผู้ติดเชื้อใน 33 รัฐทั่วสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง ทำให้นายแพทย์เฟาซีได้ออกมาเตือนในวันที่ 30 มิถุนายน ว่าสหรัฐฯจะมีผู้ติดเชื้อเฉลี่ยแตะหลัก 1 แสนคนต่อวัน คำทำนายของนายแพทย์ผู้นี้ใกล้ความจริงเข้ามาทุกที เพราะเมื่อไม่นานมานี้ (เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา) สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า ยอดผู้ติดเชื้อรายวันของสหรัฐฯ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 65,000 รายภายในหนึ่งวัน ซึ่งแน่นอนว่าคำเตือนของ นพ.เฟาซี ได้สะเทือนไปถึงรัฐบาลของนายทรัมป์อย่างเห็นได้ชัด

อะไรละถึงทำให้ผู้นำสหรัฐฯถึงเปลี่ยนไป? ต่อมาดูเหมือนว่ารัฐบาลจะเริ่มยอมรับว่าสถานการณ์ยากต่อการควบคุม เริ่มเปลี่ยนท่าทีหันมาฟังคำเตือนของกระทรวงสาธารณสุขมากขึ้น ทั้งนี้ก่อนหน้านี้มีท่าทีไม่เห็นด้วยต่อคำแนะนำของทีมแพทย์เท่าไรนัก โดยเฉพาะท่าทีของนายทรัมป์ต่อนายแพทย์เฟาซี ที่ดูเหมือนว่าจะขัดแย้งกันตลอดเวลา แต่แล้วท่าทีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็เปลี่ยนไป หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตรายใหม่ภายในประเทศพุ่งขึ้นจนน่ากังวล บวกกับเป็นช่วงจังหวะการหาเสียงเลือกตั้งครั้งใหม่ของสหรัฐฯ ที่ล่าสุดสื่อหลายสำนักวิเคราะห์ว่า คะแนนเสียงนิยมของนายทรัมป์ลดลง อาจเป็นอีกตัวแปรที่ทำให้เขาเปลี่ยนท่าที กลับคำ ออกมาพูดให้ประชาชนหันมาตระหนักถึงความสำคัญของการสวมหน้ากากอนามัยมากยิ่งขึ้น แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมองว่าการสวมหน้ากากอนามัยนั้นไม่จำเป็น แม้กระทั่งช่วงที่ผ่านมาตัวนายทรัมป์เองก็ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยบ่อยครั้งนักในการออกไปพบปะผู้คน

        แนวโน้มจากปัจจุบันสู่อนาคต หลังจากประชาชนชาวสหรัฐฯ เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการสวมหน้ากากอนามัยมากขึ้น และเข้มงวดการเว้นระยะห่างทางสังคม ก็ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตรายใหม่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ทว่าต้องกลับมาวิตกกันอีกรอบหลังจากประชาชนเริ่มชะล่าใจ การ์ดตก เพราะประชาชนจำนวนไม่น้อยที่มองข้ามการสวมหน้ากากอนามัยป้องกันใบหน้า ซึ่งทำให้นึกย้อนไปถึงคำพูดของนายแพทย์เฟาซีที่เคยให้สัมภาษณ์กับทาง Washington Post ว่า “หากถามผมว่าการระบาดรอบสองจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร ผมยังคงยืนยันคำเดิมว่า เรายังไม่ได้ผ่านการระบาดรอบแรกไปเลยด้วยซ้ำ”

       อย่างไรก็ตาม ด้านกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกาได้ออกมากำชับต่อประชาชนว่า หากสวมหน้ากากอนามัย และช่วยกันปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัดต่อเนื่อง จะสามารถช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้มากถึง 70,000 ศพเลยทีเดียว และนี่อาจเป็นบททดสอบและความท้าทายสุดโหดของรัฐบาลนายโดนัลด์ทรัมป์ ที่ต้องนำพาประชาชนและประเทศให้รอดพ้นจากหายนะไวรัสมรณะครั้งนี้ไปให้ได้ เพื่อแลกกับคะแนนความนิยมและความเชื่อใจของชาวอเมริกันกลับมาอีกครั้ง.

.

.

ศึกษาข้อมูลการลงทุนเกี่ยวกับฟอเร็กได้ที่ www.thaiforexreview.com


Blogs เพิ่มเติม