ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าหลังจากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เกิดภาวะซบเซา

...

เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเข้าสู่ภาวะซบเซา หลังจากเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นถึง 9% และสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยส่งผลกระทบกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก 

 

วันที่ 19 พ.ค.2565 หลังจากสหรัฐฯ ได้มีการเปิดเผยถึงข้อมูลเศรษฐกิจซบเซา ซึ่งนี่รวมไปถึงจำนวนผู้ว่างงานที่แตะเพิ่มสูงขึ้น จนแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อมีการเปรียบเทียบกับเงินหลัก 6 สกุล ลดลง 1.05% แตะที่ 102.7240 

 

เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าเมื่อมีการเปรียบเทียบกับเงินเยน และเทียบกับเงินฟรังก์สกุล ส่วนค่าเงินแข็งค่าเมื่อมีการเทียบกับค่าเงินสหรัฐฯ โดยดอลลาร์ได้รับแรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง จากปัจจัยภายนอก เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนเทขายดอลลาร์เพื่อลดการถือครองสกุลเงินดอลลาร์ และมีการกระจายการถือครองสกุลเงินอื่น เช่น เยนและฟรังก์สวิส 

 

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ได้มีการเปิดเผยถืออัตราการว่างงานของคนในประเทศ โดยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จากเดือน ม.ค. มีทั้งหมดประมาณ 218,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสูงกว่านักวิเคราะห์ได้ทำการคาดการณ์ไว้ 

 

สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองลดลง 2.4% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดถ้านับจากปี 2563 โดยได้รับผลกระทบจากการพุ่งขึ้นของราคาบ้าน และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง 

 

จากที่ผมกล่าวมา ทำให้เห็นว่าช่วงหลังเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาได้มีการกล่าวสู่ภาวะที่ถดถอย เนื่องจากถาวะอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นจนแตะที่ระดับ 9% ส่งผลให้นักลงทุนต่างมีการเทขายดอลลาร์ เพื่อลดการถือครองสกุลเงินดอลลาร์ จนทำให้ Fed ได้ออกมาพูดถึงการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเพิ่มขึ้นคราวละ 0.5% ในลำดับต่อมา รวมไปถึงประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ออกมาช่วยในเรื่องของการลดภาษีนำเข้าของจีน เพราะเป็นอีกแนวทางที่ช่วยเรื่องภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาได้ครับ ดังนั้น เราควรติดตามแนวทางการดำเนินเศรษฐกิจของอเมริกา เนื่องจากอเมริกาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก ถ้าเศรษฐกิจอเมริกาได้เข้าสู่ภาวะถดถอยเรื่อย ๆ ประเทศไทยของเราเองอาจจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงเช่นกันครับ