หุ้น-น้ำมัน-ทองคำป่วนหนัก ทั่วโลกผวาวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน

...

หุ้น-น้ำมัน-ทองคำ-ธัญพืชป่วนหนัก หลัง “ปูติน” สั่งกองกำลังทหารบุกเข้าพื้นที่ “โดเนตสก์-ลูฮันสก์” ในยูเครน ขณะที่สหรัฐ-อียูเตรียมออกมาตรการคว่ำบาตร กระทบทันทีเศรษฐกิจไทย หลังน้ำมันดิบพุ่งใกล้ 100 เหรียญ/บาร์เรล ทองคำสูงกว่า 1,900 เหรียญ/ออนซ์ ตลาดหุ้นร่วงหนัก อาจเห็นภาพเทขายทำกำไร ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง อนาคตเนื้อสัตว์แพง เหตุราคาข้าวสาลียูเครน วัตถุดิบสำคัญในอาหารสัตว์พุ่งถึง กก.ละ 12 บาท จนผู้ผลิตส่งสัญญาณอาจตรึงราคาต่อไปไม่ไหว จับตามาตรการดูแลราคาพลังงานของรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนได้พัฒนาความตึงเครียดไปจนถึงขีดสุด เมื่อ วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย แถลงสั่งกองกำลังทหารบุกเข้าพื้นที่ “โดเนตสก์-ลูฮานสก์” ซึ่งอยู่ที่แคว้นดอนบาสในยูเครน จากข้ออ้าง “เพื่อรักษาสันติภาพ” ในพื้นที่ที่มีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ฝักใฝ่รัสเซียเคลื่อนไหวอยู่ และส่งผลให้หลายฝ่ายหวาดวิตกถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะตามมา

ไม่ว่าจะเป็น การชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน, ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นในหลายชาติ, ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมันดิบและก๊าซ, อาหาร และธัญพืชสำคัญ  โดยเฉพาะราคาข้าวสาลี-ข้าวโพด-ข้าวบาร์เลย์-ข้าวไรย์ ซึ่งมีแหล่งเพาะปลูกสำคัญอยู่ในพื้นที่โดเนตสก์-ลูฮานสก์

แพทริเซีย โคเฮน และแจ็ค อีวิงก์ นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์ของนิวยอร์กไทมส์ ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาถึงผลกระทบว่าจะรุนแรงเพียงใด แต่เชื่อว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นในทันทีนั้นจะไม่เท่ากับผลกระทบจากการล็อกดาวน์โควิดช่วงปี 2020 รัสเซียชาติส่งออกพลังงานรายใหญ่โดยเฉพาะน้ำมัน-ก๊าซธรรมชาติ

ส่วน เจสัน เฟอร์แมน นักเศรษฐศาสตร์จากฮาร์วาร์ด กล่าวว่า โดยพื้นฐานแล้วรัสเซียเสมือนปั๊มน้ำมันขนาดใหญที่เติมให้ยุโรป โดยยุโรปได้รับก๊าซธรรมชาติเกือบ 40% และน้ำมัน 25% จากรัสเซีย และมีแนวโน้มว่าจะได้รับผลกระทบอย่างมากจากค่าพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นที่ล้วนเป็นต้นทุนของการผลิตทั้งหมดทั้งมวลในยุโรป

นอกเหนือจากการเป็นแหล่งพลังงานและธัญพืชแล้ว การคว่ำบาตรรัสเซียยังสร้างความหวั่นวิตกต่ออุตสาหกรรมเหล็ก ที่เกรงว่าจะขาดแคลนโลหะจำเป็นอย่าง พาลลาเดียม อะลูมิเนียม และนิกเกิล ที่ปรับราคาสูงขึ้นเช่นกัน

 

ตะวันตกเล็งคว่ำบาตร

ล่าสุดชาติพันธมิตรตะวันตกทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรปต่างให้คำมั่นเตรียมพิจารณาการ “คว่ำบาตรรัสเซีย” เพื่อลงโทษกรณีรุกรานยูเครน อีกทั้งแสดงจุดยืนว่าจะไม่สนับสนุนสถานะความเป็นรัฐอิสระของ “โดเนตสก์-ลูฮานสก์” มีความเป็นไปได้ว่า ชาติพันธมิตรตะวันตกที่นำโดยสหรัฐ อาจเตรียมบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียในหลากหลายวิธี อาทิ

1) ข้อจำกัดด้านการเงิน ซึ่งจะทำให้บรรดาธนาคารรัสเซียทำธุรกิจในต่างประเทศยากขึ้น แต่การคว่ำบาตรนี้จะมีผลเสียต่อเศรษฐกิจสำหรับประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา และเยอรมนี ซึ่งธนาคารมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสถาบันการเงินของรัสเซีย

2) ห้ามทำธุรกรรมด้วยเงินดอลลาร์ สหรัฐอาจสั่งห้ามรัสเซียทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสกุลดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหมายความว่าเอกชนรัสเซียจะถูกจำกัดอย่างมากโดยเฉพาะการซื้อขายพลังงาน 3) การกีดกัน “พันธบัตรรัสเซีย” เพื่อสกัดกั้นการเข้าถึงตลาดตราสารหนี้ระหว่างประเทศของรัสเซีย ท่ามกลางความสามารถของสถาบันและธนาคารตะวันตกในการซื้อพันธบัตรรัสเซียถูกจำกัดอยู่แล้วในขณะนี้ หากบรรดาชาติตะวันตกใช้วิธีการดังกล่าว ยิ่งกีดกันรัสเซียจากการเข้าถึงแหล่งทุนต่างชาติ อีกทั้งยิ่งทำให้ค่าเงินรูเบิลอ่อนค่าลง

4) การแบนธนาคารรัสเซียด้วยการสั่งขึ้นบัญชีดำธนาคารรัสเซียบางแห่ง ซึ่งมาตรการดังกล่าวแทบไม่ได้ส่งผลกระทบใด ๆ เนื่องจากนักลงทุนหลายคนไม่ได้ทำธุรกรรมกับธนาคารเหล่านั้น แต่ก็อาจกระทบกับนักธุรกิจตะวันตกบางรายที่มีเงินฝากในธนาคารรัสเซีย

5) การแบนสินค้ารัสเซีย สหรัฐอาจใช้คำสั่งหยุดบริษัทที่ขายสินค้าใด ๆ ที่มีเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ของอเมริกาต่อรัสเซีย โดยเฉพาะ “เซมิคอนดักเตอร์”

6) จำกัดส่งออกพลังงาน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของรัสเซีย แต่มาตรการนี้อาจทำให้ประเทศและบริษัทต่าง ๆ ที่เป็นลูกค้าซื้อน้ำมันจากบริษัท Gazprom หรือ Rosneft ถือเป็นการผิดกฎหมาย รวมถึงโครงการส่งพลังงาน Nord Stream ด้วย

7) การคว่ำบาตรรายบุคคลกับผู้ที่ใกล้ชิดรัฐบาลรัสเซีย และสนับสนุนการรุกรานดินแดนยูเครน ซึ่งอาจรวมถึงผู้นำรัสเซียด้วย ในรูปแบบการอายัดทรัพย์สินในต่างแดน หรือการห้ามเดินทาง แต่มาตรการนี้แทบไม่ส่งผลใดต่อรัสเซียมากนัก เนื่องจากมีการบังคับใช้อยู่แล้วในบางส่วน

ล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา อังกฤษได้ประกาศคว่ำบาตรรัสเซียแล้ว โดยซีเอ็นบีซีรายงานว่านายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวต่อฝ่ายนิติบัญญัติในสภาผู้แทนราษฎรว่า มาตรการคว่ำบาตรชุดแรกจะพุ่งเป้าไปยังธนาคาร 5 แห่งของรัสเซีย ได้แก่ รอสซิย่า, ไอเอสแบงก์, เจเนอรัลแบงก์, พรอมส์เวียสแบงก์ และแบล็คซีแบงก์

รวมถึง 3 บุคคลร่ำรวย ได้แก่ เกนนาดี ทิมเชนโก, บอริส โรเตนเบิร์ก และ อิกอร์ โรเตนเบิร์ก ซึ่งจอห์นสันระบุว่าทั้งสามมีความใกล้ชิดกับทางการรัสเซียเป็นอย่างมาก โดยหลังจากนี้ทรัพย์สินของพวกเขาในอังกฤษจะถูกอายัด และพวกเขายังถูกห้ามไม่ให้เดินทางเข้าอังกฤษอีกด้วย

ขณะที่เยอรมนีได้ระงับการรับรองท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม 2 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อนำส่งก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียไปยังยุโรป