จีนลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เหลือต่ำสุดในรอบ 12 ปี

...

จีนลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในระดับปานกลางเป็นเดือนที่ 4 ซึ่งติดต่อกันมาจากเดือนมีนาคม เป็นมูลค่ามากกว่า 15.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็ยังถือว่าเป็นผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในภาพรวม มีการถือครองต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2553 โดยสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวไว้ คือเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อลดการขาดทุน เนื่องจากราคาพันธบัตรรัฐบาลจีนปรับตัวลง และช่วยกระจายการถือครองแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของจีนในระยะยาว 



โดยผู้เชี่ยวชาญเปิดเผยว่า ประเทศจีนอาจจะลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลฯ ต่อไป หากอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ยังคงมีการปรับตัวสูงขึ้น และแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัว ในขณะเดียวกันนี้ ทางผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งของจีนยังมีการเรียกร้องไปถึง การปรับโครงสร้างสินทรัพย์ในต่างประเทศ และการกระจายเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเพื่อเป็นการป้องกันในเรื่องความเสี่ยง



ในขณะเดียวกัน ตามข้อมูลจากสำนักงานแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแห่งรัฐ (SAFE) กล่าวว่า ธนาคารจีนมีการชำระเงินตราต่างประเทศเกินดุล 19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนเมษายน ซึ่งมีค่าเท่ากับค่าเฉลี่ยรายเดือนในไตรมาสแรกและสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปี 2564 



อีกทั้ง พื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวของจีนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจภายในประเทศจีนสามารถควบคุมได้ โดยตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของจีนมีความยืดหยุ่นมาก และมีเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอก โดย หวัง ชุนอิง โฆษกของ SAFE กล่าวว่า เงินหยวนร่วงประมาณ 3.8% เมื่อมีการเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนเมษายน แต่ยังคงมีความแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักของโลก เงินเยนอ่อนค่าลง 6.2% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ขณะที่เงินยูโรอ่อนค่าลง 4.7% และเงินปอนด์ร่วงลง 4.35% ในเดือนเมษายน 



จากที่ผมกล่าวว่ามานั้น บรรดาผู้เชี่ยวชาญในประเทศจีน กล่าวว่าการที่จีนได้ลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีเป้าหมาย คือ เป็นการลดต้นทุน เนื่องจากราคาพันธบัตรรัฐบาลจีนปรับตัวลดลงเช่นกัน ถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงในเรื่องการถือครองอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจีนในระยะยาว อีกทั้งสหรัฐฯ ยังคงมีอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 8.3% ทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ มีการชะลอตัวครับ