ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 2 ทศวรรษ

...

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยในวันพุธที่ผ่านมา ดัชนีวิ่งใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 2 ทศวรรษ หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐดีดตัวขึ้นมาสูงกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ ทำให้ธนาคารสหรัฐฯ มีการดำเนินนโยบายเข้มงวด ในการลดอัตราเงินเฟ้อ ถึงแม้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งวัดค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับบริษัทคู่ค้ารายใหญ่ 6 แห่ง ร่วงลงประมาณ 0.1% มาที่ 103.92 ในวันพฤหัสบดี แต่ยังคงใกล้เคียงกับระดับ 104.19 ที่แตะระดับต้นสัปดาห์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายปี 2545 ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 8.3% เมื่อเทียบเป็นรายปีในเดือนเมษายน

 

โดยจากข้อมูลนั้น ทำให้เห็นว่า อัตราเงินเฟ้ออาจถึงจุดสูงสุด และจะไม่มีการปรับตัวลงในเร็วๆ นี้ ทำให้แผนการนโยบายของ FED ในปัจจุบันได้รับผลกระทบ

ซึ่งทางนักยุทธศาสตร์ด้านสกุลเงินอาวุโสของ National Australia Bank เขียนว่า "อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาดทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความต้องการของเฟดในการเร่งรัดนโยบายให้เข้มงวดขึ้น"

 

ค่าเงินยูโรพุ่งขึ้น 0.14% สู่ระดับ 1.0526 ดอลลาร์ ขยับตัวเล็กน้อยจากระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีค่าเงินสกุลเดียวปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรปยืนยันความคาดหมายในชั่วข้ามคืนว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนกรกฎาคมเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ

 

ค่าเงินเยนยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จากการผ่อนคลายผลตอบแทนของกระทรวงการคลังในระยะยาวจากระดับสูงสุดในรอบหลายปีที่สูงกว่า 3.2% เมื่อต้นสัปดาห์ ค่าเงินของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นประมาณ 0.1% ที่ 129.835 ต่อดอลลาร์ ถอยห่างจากระดับต่ำสุดในรอบกว่าสองทศวรรษที่ 131.35 ที่แตะระดับวันจันทร์ โดยผลตอบแทนของกระทรวงการคลังอายุ 10 ปีร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเกือบสองสัปดาห์ที่ 2.862% ในการซื้อขายของโตเกียวในวันพฤหัสบดี

 

ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลง โดยค่าเงินปอนด์ร่วงลงสู่ 1.2230 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดีเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสองปี

 

กล่าวโดยสรุปคือ การที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบกับค่าเงินอีกหลายประเทศ เนื่องจาก สหรัฐฯ เป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจโลก ซึ่งในตอนนี้กำลังเผชิญกับภาวะอัตราเงินเฟ้อที่ทาง FED พยายามเข้าไปแก้ไขปัญหา แต่เหมือนว่าไม่เป็นตามที่คาดหวังไว้ แต่ถึงยังไงเราก็ต้องจับตามองว่า FED จะเข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างไรต่อไป เนื่องจากถ้าหากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีการแข็งค่าขึ้นไปจนถึงจุดสูงในรอบ 2 ทศวรรษ อาจส่งผลให้หลายประเทศได้รับผลกระทบไปตามกันครับ