เงินบาทวันนี้ (20 เม.ย. 65) เปิด ‘อ่อนค่า’ สุดในรอบ 4 เดือนที่ 33.81 บาทต่อดอลลาร์

...

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุนธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (20 เม.ย. 65) ที่ระดับ 33.81 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าสูงสุดในรอบเกือบ 4 เดือน และอ่อนค่าจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 33.75 บาทต่อดอลลาร์ คาดว่ากรอบเงินบาทวันนี้ จะอยู่ที่ระดับ 33.70-33.90 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงจากกรอบ Side Ways ก่อนหน้า เนื่องจากการแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ และโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผล ยังคงกดดันให้เงินบาทมีความอ่อนค่า นอกจากนี้นักลงทุนบางส่วนอาจกำลังรอจังหวะที่ราคาทองปรับตัวลงเพื่อเข้าซื้อทองคำ ซึ่งถือเป็นการกดดันเงินบาทได้เช่นกัน

อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจมีแนวต้านสำคัญในช่วง 33.80-34.00 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากบรรดาผู้ส่งออกต่างกำลังทยอยขายเงินดอลลาร์ในโซนดังกล่าว ทั้งนี้คาดว่าเงินบาทจะยังไม่อ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้ง่าย ๆ หากตลาดการเงินไม่ได้ปิดรับความเสี่ยงรุนแรง ซึ่งต้องจับตาฟันด์โฟลว์จากนักลงทุนต่างชาติ เพราะหากนักลงทุนต่างชาติกลับมาเทขายทั้งหุ้นและบอนด์ ก็อาจจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าได้

 

ในฝั่งตลาดค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้น โดยล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 101 จุด เนื่องจากนักลงทุนมีความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน และการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของบอนด์ยีลด์ 10 ปี จากการที่เฟดเร่งใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น แม้ว่าตลาดจะยังมีความกังวลต่อสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนอยู่ แต่การปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์พร้อมกับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก็ส่งผลให้ราคาทองคำลดลงสู่แนวรับในโซน 1,940 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง ทั้งนี้นักลงทุนบางส่วนอาจกำลังรอจังหวะการย่อตัว สู่แนวรับของราคาทองคำเพื่อเข้าสะสมทองคำสำหรับสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้ราคาทองคำยังมีแนวโน้มที่จะแกว่งตัว Side Ways ในกรอบ 1,940-1,980 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้อาจเป็นหนึ่งในแรงกดดันการอ่อนค่าต่อเงินบาทได้ในระยะสั้น

สำหรับวันนี้ นักลงทุนในตลาดควรจับตาท่าทีของธนาคารกลางจีน (PBOC) ในการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกหนี้ชั้นดี (Loan Prime Rate) หลังการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่ชะลอลงอย่างหนักจากปัญหาการระบาดของโอมิครอนล่าสุด ทั้งนี้บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกหนี้ชั้นดี (Loan Prime Rate) ประเภท 1 ปี ลงเหลือ 3.60% รวมถึง ปรับลด LPR ประเภท 5 ปี เหลือ 4.55% เพื่อเป็นการช่วยเหลือภาคธุรกิจ และพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจครับ