การจัดพอร์ตการลงทุนแบบ Asset Allocation ด้วย Core & Satellite

...

แผนการลงทุนที่สามารถรับมือได้กับทุกสภาวะตลาดมีจริงหรือ? การจัดพอร์ตแบบ Asset Allocation คือคำตอบ วันนี้ทีมงาน ThaiForexReview จะพาทุกคนไปทำความรู้จักแผนการลงทุนนี้ และนำเสนอวิธีจัดพอร์ตดังกล่าวด้วยกลยุทธ์ Core & Satellite จะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันครับ

Asset Allocation คืออะไร ?

Asset Allocation คือ “การจัดสรรสินทรัพย์” ด้วยการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ เช่น ตราสารหนี้, กองทุนรวม, หุ้น, คู่สกุลเงิน หรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ อย่างทองคำ และน้ำมัน โดยเลือกสินทรัพย์ที่มีความรู้ในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่แต่ละบุคคลรับได้ครับ ทั้งนี้ การกระจายการลงทุนยังต้องกระจายความเสี่ยงไปในแต่ละหมวดอุตสาหกรรมของสินทรัพย์นั้น ๆ ด้วย จึงจะได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ

 

Asset Allocation

 

ตัวอย่างเช่น หากพอร์ตการลงทุนของคุณมี “หุ้น” เป็นส่วนประกอบด้วย คุณก็อาจจะเลือกหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มธุรกิจการเงิน และกลุ่มเทคโนโลยีเข้าไปด้วย อย่างไรก็ดี การจะเลือกหมวดอุตสาหกรรมใดนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนักลงทุนครับ แต่ก็ควรมีหุ้นมากกว่า 2 ตัว ในพอร์ตการลงทุน เพราะหุ้นเพียง 1 ตัว ไม่สามารถกระจายความเสี่ยงได้ แต่การจะซื้อหุ้นหลาย ๆ ตัวนั้น จำเป็นต้องดูข้อมูลหลายส่วน อีกทั้ง ยังต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก ดังนั้น หากนักลงทุนไม่ค่อยมีเวลามากนัก และมีเงินทุนไม่สูง อาจพิจารณาเลือก “กองทุนรวมหุ้น” แทน เป็นต้นครับ

ทำไมต้องจัดพอร์ตแบบ Asset Allocation 

การจัดพอร์ตแบบกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์แต่ละประเภทนั้น ก็เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัว อันจะเกิดความเสี่ยงต่อพอร์ตการลงทุนโดยรวม หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด หรือความผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจครับ เพราะไม่มีสินทรัพย์ใดที่ให้ผลตอบแทนดีอยู่ตลอดเวลา แต่ละสินทรัพย์ล้วนมีขึ้น-ลง ตามสภาวะเศรษฐกิจ และปัจจัยต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน ดังนั้น การกระจายการลงทุนจึงเป็นการกระจายความเสี่ยง และการถัวเฉลี่ยผลตอบแทนที่ควรจะได้รับ ซึ่งเป็นผลดีต่อการลงทุนระยะยาวมากกว่าครับ

 

หลักการที่ควรรู้ก่อนจัดพอร์ตลงทุน Asset Allocation

หลักการที่ควรรู้ก่อนจัดพอร์ตลงทุน Asset Allocation

1. รู้ตัวเอง

นักลงทุนควรรู้จักสำรวจตัวเองก่อนเริ่มลงทุน โดยสิ่งที่ต้องรู้เลย คือ ตัวเองมีเงินทุนอยู่เท่าไหร่ ความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ นิสัยการลงทุนของตัวเองเป็นอย่างไร ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้สามารถจัดพอร์ตที่เหมาะสมกับตัวเองได้

2. รู้สินทรัพย์

ต่อมานักลงทุนต้องทำความเข้าใจว่า “สินทรัพย์” แต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน ไม่ใช่เพียงวิธีการซื้อ-ขาย แต่ยังรวมถึงพื้นฐานความรู้ และปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาของสินทรัพย์นั้น ๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้น นักลงทุนจึงควรทำความรู้จักสินทรัพย์แต่ละประเภท และเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับตัวเอง และมีความรู้ที่จะศึกษามัน เพราะความรู้เป็นพื้นฐานแห่งการลงทุน นักลงทุนจึงควรรู้และเข้าใจมันจริง ๆ ครับ

3. รู้ความเสี่ยง

นอกจากจะรู้ว่า สินทรัพย์แต่ละประเภทมีพื้นฐานแตกต่างกันแล้ว นักลงทุนยังต้องรู้ว่า สินทรัพย์มีความเสี่ยงแตกต่างกันด้วย ดังนั้น การจะเลือกสินทรัพย์ใดเข้าไปในพอร์ตการลงทุน ควรเลือกให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้ด้วยเช่นกัน

4. รู้วินัย

สุดท้ายก่อนจะเริ่มจัดพอร์ต นักลงทุนควรรู้จักวินัยของตนเองด้วย เพราะสินทรัพย์แต่ละประเภทนั้น นอกจากจะต้องทำความเข้าใจและศึกษาแต่ละหมวดอุตสาหกรรมเพื่อเฟ้นหาตัวที่จะซื้อ ยังต้องอาศัยการติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างสม่ำเสมอด้วย เพราะปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาของสินทรัพย์นั้น ๆ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง รวมถึงผลประกอบการอาจจะไม่เป็นอย่างที่นักลงทุนคาดการณ์ ดังนั้น วินัยจึงเป็นสิ่งสำคัญในการลงทุนเช่นกัน

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มจัดพอร์ตการลงทุนแบบ Asset Allocation ครับ ล้วนเป็นพื้นฐานที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจทั้งสิ้น ต่อไป เราจะมาทำความรู้จักกับการจัดพอร์ตที่ผมจะนำมาเสนอกันนะครับ

การจัดพอร์ตแบบ Asset Allocation

การจัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยงนั้น แม้จะเป็นเรื่องดี แต่ก็ควรมีการกำหนดขอบเขตความเสี่ยงด้วยเช่นกัน ดังนั้น ผมจึงจะมานำเสนอกลยุทธ์การจัดพอร์ตเบื้องต้นที่เป็นที่นิยมกันครับ นั่นก็คือ “Core & Satellite Strategy” กลยุทธ์การลงทุนแบบยืดหยุ่น ที่จัดสรรพอร์ตให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การลงทุนระยะยาว และแสวงหาโอกาสในการลงทุนระยะสั้น เพื่อให้เหมาะกับทุกสภาวะตลาดครับ

การจัดพอร์ตการลงทุนแบบ Asset Allocation ด้วย Core & Satellite

กลยุทธ์ Core & Satellite คือ การแบ่งพอร์ตการลงทุนเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนหลัก (Core) ที่มีเป้าหมายสร้างมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนในระยะยาว หรือลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงระดับต่ำ-ปานกลาง และส่วนเสริม (Satellite) ที่มีเป้าหมายทำกำไรในระยะกลาง-สั้น หรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงระดับสูง-สูงมาก อย่างสินทรัพย์ทางเลือก เป็นต้นครับ

โดยการแบ่งสัดส่วนระหว่าง 2 ส่วนนี้ ผมแนะนำว่า ส่วนหลักควรมีสัดส่วนประมาณ 60-90% ของพอร์ต และส่วนเสริมควรมีสัดส่วนประมาณ 10-40% ของพอร์ตครับ ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้แล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละคน หรือแต่ละสภาวะครับ อย่างไรก็ดี ส่วนเสริมก็ไม่ควรมีมากกว่า 50% ครับ เพราะนั่นหมายความว่า ความเสี่ยงที่เงินทุนของคุณจะหายไปมีเพิ่มขึ้นครับ

ตัวอย่างการจัดพอร์ต หากผมมีเงินเก็บจำนวน 100,000 บาท ผมอาจแบ่งเงินเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนหลัก 80,000 บาท ส่วนเสริม 20,000 บาท ในอัตราส่วน 80:20 ตามความเสี่ยงที่ผมสามารถรับได้ โดยเงินส่วนหลักจะนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ-ปานกลาง ได้แก่ ฝากประจำดอกเบี้ยสูงจำนวน 40,000 บาท, ลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ 20,000 บาท, ลงทุนในกองทุนรวมหุ้น 20,000 บาท และเงินส่วนเสริมจะนำไปลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงสูง เพื่อแสวงหาโอกาสในการทำกำไร เช่น หุ้น และการซื้อขายคู่สกุลเงิน เป็นต้นครับ

 

เป็นอย่างไรบ้างครับ พอจะเข้าใจวิธีการจัดพอร์ตด้วยการกระจายความเสี่ยงไปในหลาย ๆ สินทรัพย์บ้างหรือยังครับ? วิธีที่ผมนำมาแชร์นี้ แม้จะเป็นวิธีที่ดีในการรับมือกับสภาวะตลาดต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ดี นักลงทุนไม่ควรกระจายการลงไปทุนหลายสินทรัพย์มากจนเกินไป เพราะอาจจะยากต่อการติดตาม และอาจทำให้พลาดจังหวะสำคัญได้ครับ อย่าลืมว่าความรู้ถือเป็นพื้นฐานแห่งการลงทุน ดังนั้น อย่าลืมศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยนะครับ

___________________________________

 

สุดท้ายนี้ การลงทุนทุกรูปแบบล้วนมีความเสี่ยง อยากให้คุณศึกษาพฤติกรรมของราคาสินทรัพย์นั้นให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน และหากคุณมีความสนใจในเรื่องของการลงทุนเหมือนกันกับผม สามารถติดตาม ThaiForexReview

ติดตามการเคลื่อนไหวของตลาดการลงทุนได้ที่ : News

อ่านบทความสาระดี ๆ ได้ที่ : Blogs

รีวิวโบรกเกอร์ยอดนิยม : Top Brokers